
ในทฤษฎีดนตรี Circle of fifths ถือว่ามีความสำคัญมาก Circle of fifths จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมความสัมพันธ์ของทั้ง 12 คีย์ในบันไดเสียงเมเจอร์ โดยใน Circle of fifths นี้แต่ละคีย์จะมีระยะห่างจากกันคู่ห้า (เท่ากับ 7 ครึ่งเสียง) เรามาลองดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า
เริ่มต้นที่คีย์ C Major ที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นคีย์ที่ไม่มี # หรือ b ใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่ง Circle of fifths นี้เราสามารถนับได้ 2 ทางคือ
1) ตามเข็มนาฬิกา จะเป็นคีย์ที่ติด #
2) ทวนเข็มนาฬิกา จะเป็นคีย์ที่ติด b

ตัวอย่าง ของการนับตามเข็มนาฬิกา
จากคีย์ C Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ G Major ที่มี 1 # ซึ่งก็คือ F#
จากคีย์ G Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ D Major ที่มี 2 # ซึ่งก็คือ F# และ C#
จากคีย์ D Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ A Major ที่มี 3 # ซึ่งก็คือ F# C# และ G#
จากคีย์ A Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ E Major ที่มี 4 # ซึ่งก็คือ F# C# G# และ D#
จากคีย์ E Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ B Major ที่มี 5 # ซึ่งก็คือ F# C# G# D# และ A#
Tips ถ้าเราลองสังเกตดูจะเห็นว่าในทุกๆคีย์ # ที่เพิ่มเข้ามาตามลำดับของ Circle of fifths จะติดอยู่ที่ตัวที่ต่ำกว่าคีย์นั้นๆ 1 ตัว เช่น คีย์ G major จะติด# ที่ตัว F, คีย์ D Major จะติด# เพิ่มเข้ามาที่ตัว C (เป็น F# และ C#), คีย์ A Major จะติด# เพิ่มเข้ามาที่ตัว G (เป็น F# C# และ G#) เป็นต้น
ตัวอย่างของการนับทวนเข็มนาฬิกา
จากคีย์ C Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ F Major ที่มี 1 b ซึ่งก็คือ Bb
จากคีย์ F Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Bb Major ที่มี 2 b ซึ่งก็คือ Bb และ Eb
จากคีย์ Bb Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Eb Major ที่มี 3 b ซึ่งก็คือ Bb Eb และ Ab
จากคีย์ Eb Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Ab Major ที่มี 4 b ซึ่งก็คือ Bb Eb Ab และ Db
จากคีย์ Ab Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Db Major ที่มี 5 b ซึ่งก็คือ Bb Eb Ab Db และ Gb
Tips ตัวที่ติด b ที่เพิ่มเข้ามาในแต่ละคีย์ จะเป็นตัวเดียวกับคีย์ถัดไปใน Circle of fifths เช่น คีย์ F Major มี 1 b คือ Bb ดังนั้นคีย์ถัดไปใน Circle of fifths ก็คือคีย์ Bb Major, คีย์ Bb Major ที่มี 2 b คือมี Eb เพิ่มเข้ามา ดังนั้นคีย์ถัดไปใน Circle of fifths ก็คือคีย์ Eb Major, Eb Major ที่มี 3 b ซึ่งมี Ab เพิ่มเข้ามา ดังนั้นคีย์ถัดไปใน Circle of fifths ก็คือคีย์ Ab Major เป็นต้น
Note1 คีย์ที่อยู่ข้างล่างสุดของ Circle of fifths จะเป็นคีย์ที่ติด# ซึ่งทับซ้อนอยู่กับคีย์ที่ติด b มีลักษณะเป็นเอ็นฮาร์มอนิก พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นคีย์ที่สะกดไม่เหมือนกัน แต่เวลาเล่นมันก็คือเสียงเดียวกันนั่นเอง เช่น คีย์ Db Major ซึ่งมี 5b คือ Bb Eb Ab Db และ Gb เป็นเอ็นฮาร์มอนิกกับคีย์ C# Major ซึ่งมี 7# คือ F# C# G# D# A# E# และ B#
Note 2 ถ้าเราดูภาพของ Circle of fifths เราจะเห็นความสัมพันธ์ของคีย์ 3 คีย์ที่อยู่ติดกัน ตัวอย่างเช่น คีย์ F-C-G โดยเราจะใช้คีย์ C เป็นหลัก เราก็จะเห็นว่าคีย์ที่ติดกับคีย์ C ทางด้านขวามือหรือด้านตามเข็มนาฬิกาซึ่งก็คือคีย์ G จะเป็นคู่ห้าของคีย์ C ส่วนคีย์ที่ติดกับคีย์ C ทางด้านซ้ายมือหรือด้านทวนเข็มนาฬิกาซึ่งก็คือคีย์ F จะเป็นคู่สี่ของคีย์ C
Circle of fifths กับการเปลี่ยนคีย์ (Modulation)
ปกติ ถ้าจะมีการเปลี่ยนคีย์ในเพลงคลาสสิก เค้าจะนิยมใช้คีย์ที่อยู่ติดกันใน Circle of fifths (จะติดกันด้านขวามือหรือซ้ายมือก็ได้) เพราะคีย์ที่อยู่ติดกันจะแชร์โน๊ตร่วมกัน 6-7 ตัว และถึงแม้จะเป็นโน๊ตตัวที่ต่างกันก็จะอยู่ห่างกันแค่ครึ่งเสียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคีย์จากคีย์หนึ่งไปยังคีย์ที่อยู่ห่างกันคู่ห้า (คีย์ที่อยู่ติดกันใน Circle of fifths) จะทำให้เพลงดำเนินไปได้อย่างราบรื่นไม่สะดุดหู ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะเปลี่ยนคีย์จาก C Major ไปยัง G Major เราแค่เปลี่ยนจากตัว Fในคีย์ C Major เป็น F# เราก็จะได้คีย์ G Major แล้ว ง่ายๆเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากเลยใช่มั้ยคะ