Home 12. Circle of fifth

Lesson 12. Circle of fifths

Kru Linda

beginner_lesson_template12

ในทฤษฎีดนตรี Circle of fifths ถือว่ามีความสำคัญมาก   Circle of fifths จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมความสัมพันธ์ของทั้ง 12  คีย์ในบันไดเสียงเมเจอร์     โดยใน Circle of fifths นี้แต่ละคีย์จะมีระยะห่างจากกันคู่ห้า (เท่ากับ 7 ครึ่งเสียง) เรามาลองดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า

เริ่มต้นที่คีย์ C Major ที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นคีย์ที่ไม่มี # หรือ b ใดๆ ทั้งสิ้น  ซึ่ง Circle of fifths นี้เราสามารถนับได้ 2 ทางคือ
1) ตามเข็มนาฬิกา จะเป็นคีย์ที่ติด #
2) ทวนเข็มนาฬิกา จะเป็นคีย์ที่ติด b

circle of fifths


ตัวอย่าง ของการนับตามเข็มนาฬิกา

จากคีย์ C Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ G Major ที่มี 1 #  ซึ่งก็คือ F#  
จากคีย์ G Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ D Major ที่มี 2 #  ซึ่งก็คือ F#  และ C#
จากคีย์ D Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ A Major ที่มี 3 #  ซึ่งก็คือ F#  C# และ G#
จากคีย์ A Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ E Major ที่มี 4 #  ซึ่งก็คือ F#  C#  G# และ D#
จากคีย์ E Major นี้ถ้าเรานับตามเข็มนาฬิกาขึ้นไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ B Major ที่มี 5 #  ซึ่งก็คือ F#  C#  G# D# และ A#

Tips ถ้าเราลองสังเกตดูจะเห็นว่าในทุกๆคีย์    # ที่เพิ่มเข้ามาตามลำดับของ Circle of fifths จะติดอยู่ที่ตัวที่ต่ำกว่าคีย์นั้นๆ 1 ตัว เช่น คีย์ G major จะติด# ที่ตัว F,  คีย์ D Major จะติด# เพิ่มเข้ามาที่ตัว C  (เป็น F#  และ C#), คีย์ A Major จะติด# เพิ่มเข้ามาที่ตัว G (เป็น F#  C# และ G#) เป็นต้น


ตัวอย่างของการนับทวนเข็มนาฬิกา

จากคีย์ C Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ F Major ที่มี 1 b  ซึ่งก็คือ Bb
จากคีย์ F Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Bb Major ที่มี 2 b  ซึ่งก็คือ Bb และ Eb
จากคีย์ Bb Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Eb Major ที่มี 3 b  ซึ่งก็คือ Bb  Eb และ Ab
จากคีย์ Eb Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Ab Major ที่มี 4 b  ซึ่งก็คือ Bb  Eb  Ab และ Db
จากคีย์ Ab Major นี้ถ้าเรานับทวนเข็มนาฬิกาลงไปเป็นระยะห่างคู่ห้า เราก็จะได้คีย์ Db Major ที่มี 5 b  ซึ่งก็คือ Bb  Eb  Ab  Db และ Gb

Tips ตัวที่ติด b ที่เพิ่มเข้ามาในแต่ละคีย์ จะเป็นตัวเดียวกับคีย์ถัดไปใน Circle of fifths เช่น คีย์ F Major มี 1 b คือ Bb ดังนั้นคีย์ถัดไปใน Circle of fifths ก็คือคีย์ Bb Major, คีย์ Bb Major ที่มี 2 b  คือมี Eb เพิ่มเข้ามา ดังนั้นคีย์ถัดไปใน Circle of fifths ก็คือคีย์ Eb Major, Eb Major ที่มี 3 b  ซึ่งมี Ab เพิ่มเข้ามา ดังนั้นคีย์ถัดไปใน Circle of fifths ก็คือคีย์ Ab Major เป็นต้น

Note1 คีย์ที่อยู่ข้างล่างสุดของ Circle of fifths จะเป็นคีย์ที่ติด# ซึ่งทับซ้อนอยู่กับคีย์ที่ติด b มีลักษณะเป็นเอ็นฮาร์มอนิก พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นคีย์ที่สะกดไม่เหมือนกัน  แต่เวลาเล่นมันก็คือเสียงเดียวกันนั่นเอง เช่น คีย์ Db Major ซึ่งมี 5b คือ Bb  Eb  Ab  Db และ Gb เป็นเอ็นฮาร์มอนิกกับคีย์ C# Major ซึ่งมี 7# คือ F#  C#  G# D# A# E# และ B#

Note 2 ถ้าเราดูภาพของ Circle of fifths เราจะเห็นความสัมพันธ์ของคีย์ 3 คีย์ที่อยู่ติดกัน  ตัวอย่างเช่น คีย์ F-C-G  โดยเราจะใช้คีย์ C เป็นหลัก เราก็จะเห็นว่าคีย์ที่ติดกับคีย์ C ทางด้านขวามือหรือด้านตามเข็มนาฬิกาซึ่งก็คือคีย์ G จะเป็นคู่ห้าของคีย์ C     ส่วนคีย์ที่ติดกับคีย์ C ทางด้านซ้ายมือหรือด้านทวนเข็มนาฬิกาซึ่งก็คือคีย์ F จะเป็นคู่สี่ของคีย์ C   

Circle of fifths กับการเปลี่ยนคีย์ (Modulation)

ปกติ ถ้าจะมีการเปลี่ยนคีย์ในเพลงคลาสสิก เค้าจะนิยมใช้คีย์ที่อยู่ติดกันใน Circle of fifths (จะติดกันด้านขวามือหรือซ้ายมือก็ได้) เพราะคีย์ที่อยู่ติดกันจะแชร์โน๊ตร่วมกัน 6-7 ตัว และถึงแม้จะเป็นโน๊ตตัวที่ต่างกันก็จะอยู่ห่างกันแค่ครึ่งเสียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคีย์จากคีย์หนึ่งไปยังคีย์ที่อยู่ห่างกันคู่ห้า (คีย์ที่อยู่ติดกันใน Circle of fifths) จะทำให้เพลงดำเนินไปได้อย่างราบรื่นไม่สะดุดหู ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะเปลี่ยนคีย์จาก C Major ไปยัง G Major เราแค่เปลี่ยนจากตัว Fในคีย์ C Major เป็น F# เราก็จะได้คีย์ G Major แล้ว ง่ายๆเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากเลยใช่มั้ยคะ

 

ค้นหาโน้ตเพลง

Quick Navigation