Carl Orff

debussyคาร์ล ออร์ฟ (Carl Orff) คีตกวีชาวเยอรมัน เกิดที่นครมิวนิค เมื่อวันที่10 กรกฎาคม ค.ศ. 1895 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1982 ที่นครมิวนิคเช่นกัน ออร์ฟเป็นหนึ่งในคีตกวีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความสำเร็จของเขามีอิทธิพลอย่างมากในสาขาดนตรีศึกษาอีกด้วย เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานประพันธ์เพลง คาร์มินา บูรานา ในปีค.ศ. 1937

การเรียนการสอนตามแนวคิด คาร์ล ออร์ฟ (รวบรวมจากอาจารย์ธวัชชัย นาควงศ์และอาจารย์กรองทอง บุญประคอง โดย Suthichart Boonyatup ป.โท รุ่น3 บ้านสมเด็จ) ออร์ฟ เชื่อว่า ดนตรี(Music) การเคลื่อนไหว(Movement)และการพูด(Speech) เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทั้งสามสิ่งรวมกันเป็นเอกภาพ(Unity) ซึ่งออร์ฟเรียกว่า “ดนตรีเบื้องต้น”(Elelmental Music) คำว่า”ดนตรีเบื้องต้น”นี้ออร์ฟ หมายถึง การแสดงออกทางดนตรีของบุคคลที่เป็นไปโดยธรรมชาติ ออร์ฟได้สังเกตจากเด็กในสภาวะแวดล้อมปรกติไม่มีกฏเกณฑ์อะไรบังคับ เด็กจะใช้ดนตรี การเคลื่อนไหว และภาษาพูดไปพร้อมกัน เด็กที่กำลังเต้นรำจะร้องเพลงไปด้วย เมื่อเด็กร้องเพลงเขาก็มักจะเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเสียงเพลง ออร์ฟ นั้นมีความยอมรับทฤษฎีที่ว่าประวัติศาสตร์ดนตรีย่อมแสดงตัวของมันอยู่ใน พัฒนาการชีวิตของแต่ละคน เขาได้ย้อนกลับไปพิจารณาถึงในยุคต้นของการก่อเกิดวัฒนธรรม ที่คนทั่วไปใช้ดนตรีเป็นสิ่งแสดงความรู้สึกของตนเองโดยไม่ได้รับการฝึกฝน การเคลื่อนไหวและการพูด มักจะรวมอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออกกับดนตรีที่ใช้แสดงความรู้สึกเหล่านั้น ออร์ฟใช้กรณีของเด็กเล็กมาเปรียบเทียบกับคนป่าคนเถื่อนที่ไม่ได้รับการฝึกฝน ดนตรีมาก่อน เขาเชื่อว่าการศึกษาดนตรีควรจะเริ่มด้วยความรู้ที่ง่ายๆจากเพลงง่ายๆและ พัฒนาขึ้นไปสู่ ดนตรีที่ซับซ้อนหรือบทเพลงที่ยากขึ้น ด้วยข้อสรุปนี้ ออร์ฟ ได้วางแผนการศึกษาที่เป็นขั้นๆต่อเนื่องกันโดยมีโครงสร้างเริ่มจากสิ่งที่ ได้ง่ายที่สุดแล้วมีการสอนทับถมเพิ่มเติมจนไปสู่สิ่งที่ซับซ้อนที่สุด แผนการศึกษาของออร์ฟ เช่นนี้ ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง ซึ่งออร์ฟ เรียกแผนการศึกษาของเขาว่า Schulwerk Schulwerk ของออร์ฟนั้น เขากล่าวว่า ควรเริ่มต้นใช้กับเด็กวัยต้นๆ และควรใช้ประสบการณ์ของตัวเด็กเองเป็นอุปกรณ์การสอนดนตรี เช่น ชื่อของเด็ก คำง่ายๆที่คุ้นเคย เป็นต้น ออร์ฟ คิดว่า จังหวะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของดนตรี(Rhytm is strongest of the elements of music)การแสดงออกของมนุษย์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดและสามัญที่สุดคือ การใช้จังหวะ เขาได้สอนความคิดเรื่องจังหวะโดยผ่านคำพูดและการเคลื่อนไหว ออร์ฟมีความคิดเช่นเดียวกันดาลโครซ ที่ว่า การเรียนเครื่องดนตรีต่างๆนั้น ควรจะตามหลังพัฒนาการของทักษะพื้นฐานที่จำเป็นทางดนตรี อันได้แก่ 1. การฟัง 2. การจดจำขั้นคู่ของทำนองเพลงและการร้องทำนองเพลง(melodic Interval) 3. การจดจำและการปฏิบัติแบบแผนของจังหวะ(rhythmic patterns)

ดนตรีเบื้องต้นตามแนวคิดของออร์ฟ ดนตรีเบื้องต้นตามแนวคิดของออร์ฟนั้นตั้งอยู่บนรากฐานของการปฏิบัติการสื่อ สารในเด็ก (Communicative performance)และเน้นความเป็นตัวของตัวเองเป็นอย่างมาก อุปกรณ์เพลงต่างๆได้มาจากความคิดของเด็กเองโดยมีบทเพลงของ Schulwerk ซึ่งมีรูปแบบของทำนองและจังหวะที่ถูกออกแบบอย่างดีเป็นตัวอย่างเพลงของเด็ก ซึ่งเรียบง่าย ถูกกับจริตของเด็ก เป็นธรรมชาติ และมีการใช้ร่างกายประกอบ เหมือนการเล่นของเด็ก ดนตรีเบื้องต้นของออร์ฟนั้นได้ถูกพัฒนามาจากข้อสรุปที่ว่าเด็กจะเป็นผู้แสดง ถึงพัฒนาการทางดนตรีของมนุษยชาติจากประสบการณ์และพัฒนาการทางดนตรีของเด็ก เอง ประสบการณ์ดนตรีของเด็กจะเรียบง่าย เช่น การกู่ร้อง การท่อง การกระทืบเท้า และการตบมือ ในดนตรีเบื้องต้นนั้น การพูด การร้องเพลง และการเคลื่อนไหว ไม่สามารถถูกแยกออกจากกัน แต่จะหลอมรวมกัน เหมือนกับการแสดงออกทางดนตรีโดยธรรมชาติอันแท้จริงนั่นเอง ในระบบการสอนของออร์ฟ การสร้างสรรค์(Creatinity) ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ออร์ฟได้เปิดโอกาสให้มีการสร้างสรรค์แบบต่อเนื่องหลายแบบ เด็กจะสำรวจเสียงของคำพูด ทำนองเพลง และเสียงเครื่องดนตรี เขาจะเลือกแบบแผนของจังหวะและทำนองจากตัวอย่าง และใช้มันประดิษฐ์ดนตรีประกอบ , บทขึ้นต้น,บทจบหรือบางทีเขาอาจจะแต่งทั้งเพลงเลยก็ได้ กิจกรรมการสอนขั้นต้นนั้นก็เหมือนการเล่นเกมประกอบดนตรี ครูจะต้องคอยช่วยนักเรียนในการจดโน้ตที่เด็กคิดแต่งขึ้น วิจารณ์และช่วยปรับปรุงเพลงนั้น พร้อมทั้งสอดแทรกความรู้เกี่ยว

ค้นหาโน้ตเพลง

Quick Navigation